วันอังคารที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550

ประติมากรรมสมัยลพบุรี

ประติมากรรมสมัยลพบุรี
ประติมากรรมสมัยลพบุรีอาจจะแบ่งได้เป็น 2 ยุค ยุคแรกเป็นศิลปะของเขมรและยุคหลังของศิลปะที่สร้างขึ้นเลียนแบบเขมรซึ่งอาจจะเป็นฝีมือชาวไทยประติมกรรมสมัยลพบุรีอายุประมาณศตวรรษที่ 12 – 18
ประติมากรรมสมัยลพบุรี ได้รับแบบอย่างมาจากอิทธิพลของศิลปะเขมรที่เข้ามาสู่ประเทศไทยทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง ประติมากรรมสมัยนี้ส่วนใหญ่เป็นศิลาและสำริด มีพวกตุ๊กตาดินเผาอยู่บ้างแต่ไม่พบมากนัก ประติมากรรมที่มีฝีมือทางศิลปะสูง ได้แก่ พวกประติมากรรมลอยตัว และประติมากรรมนูนสูง ซึ่งมีทั้งพระพุทธรูปศิลาจำหลัก และรูปสลักเป็นเรื่องราวของพุทธศาสนา และเทวรูปของศาสนาพราหมณ์ เช่น พระอิศวร พระนารายณ์ พระอุมา พระลักษมีและรูปบุรุษสตรี ฯลฯ ประติมากรรมตกแต่งสถาปัตยกรรม เช่น ปรางค์ ปราสาท เป็นต้น
ประติมากรรมสมัยลพบุรี ให้ความรู้สึกหนักแน่นด้วยเส้นและปริมาตรที่แน่นอนโดยเฉพาะพระพุทธรูปเทวรูป บุรุษหรือสตรี จะมีลักษณะผึ่งผาย บ่าใหญ่ เอวคอด ศีรษะค่อนข้างใหญ่ คางเหลี่ยม นุ่งผ้าโจงกระเบนมีชายพก ผมมักเก้าเป็นเส้นถึกแนวตั้ง
พระพุทธรูปลพบุรีนิยมทำเป็นพระพุทธรูปปางนาคปรก พระพักตร์ค่อนข้างเป็นเหลี่ยม บางรูปมีเครา ( ทาฒิกะ ) สลักเป็นรูปปีกกา พระโอษฐ์หนาใหญ่ ลักษณะเหล่านี้มักพบว่ามีผสมอยู่ในพระพุทธรูปของไทยยุคต่อมา เช่น พระพุทธรูปอู่ทอง เป็นต้น

ประติมากรรมสมัยเชียงแสง

ประติมากรรมสมัยเชียงแสง
ประติมากรรมเชียงแสนหรือล้านนาไทย สันนิษฐานกันว่าประติมากรรมที่สร้างขึ้นโดยได้รับอิทธิพลของศิลปะอื่นสองทางคือ ทางหนึ่งรับเอาอิทธิพลของศิลปะอินเดียแบบปาลามาจากอินเดีย ซึ่งอาจจะเข้ามาทางพุกาม ประเทศพม่า และอีกทางหนึ่งรับเอาอิทธิพลศิลปะที่มาจากทางใต้ เช่น ศิลปะทวารวดี ลพบุรี และสุโขทัย โดยเฉพาะศิลปะสุโขทัย ให้อิทธิพลแก่ศิลปะเชียงแสน หรือล้านนาไทยอย่างมาก เพราะเหตุว่าอาณาจักรเชียงแสนหรือล้านนาไทยเจริญขึ้น ในยุคใกล้เคียงกันกับที่อาณาจักรสุโขทัยกำลังเจริญรุ่งเรืองและยังมีการติดต่อกันฉันท์มิตร จึงทำให้แบบอย่างและอิทธิพลทางศิลปะถ่ายทอดถึงกันและกัน ซึ่งจะสังเกตได้จากรูปแบบของพระพุทธรูป คือ นั่งขัดสมาธิราบเม็ดพระศกเล็ก พระเศียรมีเปลวรัศมี และชายสังคาฎิห้อยลงมาถึงพระนาภี อย่างไรก็ตามในตอนปลายพุทธศตวรรษที่ 20 ประติมากรรมเชียงแสนและล้านนาไทยก็เริ่มเสื่อมลงเพราะตกอยู่ในอิทธิพลทางพม่าจึงรับเอาแบบอย่างประติมากรรมจากพม่า ทำให้รูปแบบเฉพาะของประติมากรรมเชียงแสนสูญหายไป

ประติมากรรมสมัยอู่ทอง



ประติมากรรมสมัยอู่ทอง
สันนิษฐานกันว่าเมืองอู่ทองเป็นเมืองหนึ่งของอาณาจักรทวารวดี ดังนั้นประติมากรรมของอู่ทองยุคแรกจึงเป็นประติมากรรมแบบทวารวดี ครั้งถึงต้นพุทธศตวรรษที่ 17 ศิลปะอู่ทองได้รับอิทธิพลมาจากเขมร จึงเกิดการผสมผสานกันระหว่างศิลปะทวารวดีและศิลปะเขมร ดังที่ศาสตราจารย์ ยอจซ์ เซเดล์ กล่าวได้ว่า “พระพุทธรูปอู่ทอง 32 เริ่มแต่ก่อนที่พระเจ้าอยู่ทองทรงสร้างกรุงศรีอยุธยาขึ้นเมื่อ พ.ศ. 1893 ทำตามลพบุรี ซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่สร้างขึ้นตามแบบฝีมือช่างขอมผสมกับแบบทวารวดี มีอายุประมาณพุทธศตวรรษที่ 17-2” นอกจากนี้ศาสตราจารย์ศิลป คงจะหมายถึงชาวไทยที่อยู่ใต้ลงมาจากสุโขทัย ซึ่งสร้างขึ้นจกการผสมผสานกันระหว่างประติมากรรมทวารวดีศรีวิชัยและเขมร จนเกิดเป็นรูปแบบของศิลปะผสมขึ้น
ประติมากรรมอู่ทองยุคแรกเป็นสำริด หินทรายสีเทา และหินทรายสีแดง ซึ่งมีทั้งพระพุทธรูป รูปคน รูปสัตว์ และลวดลายตกแต่งประดับสถูปเจดีย์
พระพุทธรูปอู่ทองมักเป็นพระพุทธรูปนั่งขัดสมาธิราบปางมารวิชัยหุ้มทอง เม็ดพระศกเล็กคล้ายหนามขนุนมีไรพระศก พระพักตร์ และทรวดทรงคล้ายมนุษย์ พระพุทธรูปอู่ทองให้ความรู้สึกที่เป็นสมาธิค่อนข้างแข็งกล้าเป็นความรู้สึกของมนุษย์ธรรมดา มากกว่าแสดงถึงความปลดพ้นของผู้บรรลุธรรม
ประติมากรรมอู่ทองประมาณว่ามีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 16 – 19

ประติมากรรมสมัยสุโขทัย




ประติมากรรมสมัยสุโขทัย


อาณาจักรสุโขทัย เริ่มประกาศตนเป็นอิสระพ้นจากอำนาจขอมราวพุทธศตวรรษที่ 18 โดยพ่อขุนศรีอิทราทิตย์ประกาศตั้งกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี ประติมากรรมของสุโขทัยนั้นถือว่าเป็นศิลปะไทยที่มีคุณค่าทางศิลปะและสุทรีย์ภาพสูง โดยเฉพาะพระพุทธรูปสมัยสุโขทัย ถือว่าเป็นความงามเป็นเลิศยิ่งกว่าพระพุทธรูปสมัยใด ๆ โดยเฉพาะพระพุทธรูปปางลีลา เป็นพระพุทธรูปที่มีลักษณะเฉพาะของสุโขทัย เป็นประติมากรรมที่งดงามไม่น้อยกว่าประติมากรรมชั้นเอกอื่น ๆ ของโลก
พระพุทธรูปที่นิยมสร้างในสมัยสุโขทัย คือ พระพุทธรูป 4 อิริยาบถ ได้แก่ นั่ง นอน ยืน เดิน และนิยมสร้างพระพุทธรูปลอยตัวด้วยสำริด พระพุทธรูปสำริดของสุโขทัยที่ปรากฏเป็นหลักฐานมาจนปัจจุบัน ได้แสดงให้เห็นความสามารถในการหล่อสำริดว่ามีความชำนาญและมีความสามารถอย่างยิ่ง
นอกเหนือจากพระพุทธรูปสำริดแล้ว ในสมัยสุโขทัยยังนิยมทำประติมากรรมปูนปั้นด้วย มีทั้งที่เป็นพระพุทธรูปประดับอาคารสถาปัตยกรรม เช่น พระพุทธรูปนูนสูงปางลีลาที่วัดตระพังทองหลาง เมืองสุโขทัยเก่า เป็นพระพุทธรูปนูนสูงปางลีลาสวนที่สุดแห่งหนึ่ง ส่วนประติมากรรมปูนปั้นที่ทำเป็นลายประดับตกแต่งมีอยู่ทั่วไป และถือว่ามีความงดงามมากแห่งหนึ่งคือลวดลายปูนปั้นประดับพระอุโบสถวัดนางพญา ศรีสัชนาลัยจังหวัดสุโขทัย สำหรับพระพุทธรูปสุโขทัยที่สลักด้วยศิลาก็ทำเหมือนกันแต่ไม่มาก
ประติมากรรมสมัยสุโขทัยที่เกี่ยวกับพุทธศาสนาอีกประเภทหนึ่งคือพระพิมพ์ มีทั้งพระพิมพ์ดินเผาและพระพิมพ์โลหะ โดยเฉพาะพิมพ์ปางลีลา หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า พระกำแพงเขย่ง ( เขย่ง คือ ลีลา กำแพงคงจะมาจากชื่อเมืองกำแพงเพชร ) นับเป็นประติมากรรมขนาดเล็กที่สันนิษฐานกันว่าอาจจะเป็นต้นเค้าของพระพุทธรูปลอยตัวปาลลีลาของสุโขทัยก็ได้
นอกจากนี้ในสมัยสุโขทัยยังมีการทำประติมากรรมที่เกี่ยวกับพุทธศาสนาที่น่ากล่าวถึง คือ การสร้างพระพุทธบาท ด้วยสิลาและสำริด และภาพลายแกะสลักเพดานหินในอุโมงค์มณฑปวัดศรีชุม นอกเมืองสุโขทัย และเพดานไม้แกะสลักปรางค์วัดพระศรีรัตมหาธาตุ ศรีสัชนาลัย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสามารถของการแกะสลักในสมัยสุโขทัยได้เป็นอย่างดี
ในสมัยสุโขทัยมีการสร้างเทวรูปสำริด เช่น รูปพระอิศวร พระอุมา พระนารายณ์ พระพรหม เป็นต้น เพราะในสมัยโบราณนั้น พระเจ้าแผ่นดินมักจะต้องอุปถัมภ์ศาสนาพราหมณ์ เพื่อประกอบพระราชพิธีต่าง ๆ จึงจำเป็นต้องหล่อเทวรูปขึ้นสำหรับพิธีกรรม
สมัยสุโขทัยมีการทำเครื่องเคลือบดินเผาอย่างแพร่หลาย ที่เรียกว่า เครื่องสังคโลก จนถึงกับเป็นสินค้าออกไปขายยังประเทศใกล้เคียงได้ การทำเครื่องเคลือบดินเผานี้บางอย่างถือเป็นประติมากรรม เช่น การปั้นตุ๊กตาเด็กเล่น การปั้นเศียรนาค และเครื่องตกแต่งอาคาร โบสถ์ วิหาร เป็นต้น สิ่งเหล่านี้เป็นประติมากรรมที่มีกรรมวิธีในการสร้างแตกต่างไปจากการหล่อสำริด การสลักหินและการปั้นปูน ดังกล่าวแล้ว
อย่างไรก็ตามประติมากรรมสุโขทัยมีความก้าวหน้าทั้งในด้านรูปแบบทางศิลปะ และกรรมวิธีในการสร้างโดยเฉพาะพระพุทธรูปสำริดปางลีลา ซึ่งถือว่าเป็นประติมากรรมชั้นเยี่ยมของสุโขทัย หรือแม้พระพุทธรูปอื่น ๆ ก็ตาม ล้วนมีเอกลักษณ์ที่เด่นชัดแสดงให้เห็นความสามรถอันสูงของประติมากรในยุคสมัยนั้น
ประติมากรรมสุโขทัยมีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 19 – 20 หรือประมาณ พ.ศ. 1780 – 1981


แบบอย่างของประติมากรรมสมัยสุโขทัยแบ่งเป็น 4 ยุค คือ

ยุคที่ 1 ประติมากรรมยุคนี้ยังแสดงอิทธิพลของศิลปะลพบุรีที่เห็นได้ชัด คือ ภาพปูนปั้นลวดลายประดับประตูรั้วทางเข้าองค์ปรางค์วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ การสร้างพระพุทธรูปในยุคนี้มีแบบเฉพาะเป็นของตนเองที่เรียกกันว่า "แบบวัดตระกวน" เป็นพระพุทธรูปแบบเชียงแสน ลังกา และสุโขทัย ผสมผสานกัน พระพักตร์กลม พระรัศมีเป็นแบบลังกา พระวรกายและชายสังฆาฏิสั้นแบบเชียงแสน

ยุคที่ 2 ในยุคนี้ฝีมือการสร้างประติมากรรมของช่างไทยเชี่ยวชาญขึ้น พัฒนารูปแบบการสร้างพระพุทธรูปจนก่อเกิดรูปพุทธลักษณะอันงดงามของสกุลช่างสุโขทัยเอง ยังเป็นศิลปะสุโขทัยแบบบริสุทธิ์ ในยุคนี้มีการสร้างพระพุทธรูปไว้มากมายตั้งแต่พระพุทธรูปขนาดใหญ่ เช่น พระอัฏฐารส พระอัจนะ จนถึงพระบูชาขนาดเล็ก และพระพิมพ์ นอกจากนี้ยังมีพระพุทธรูปนูนต่ำนูนสูงประดับภายในซุ้มมณฑปหรือพระเจดีย์เป็นจำนวนมาก สมดังศิลาจารึกหลักที่ 1 กล่าวไว้ว่า "กลางเมืองสุโขทัยนี้มีพิหาร มีพระพุทธรูปทอง มีพระอัฏฐารส มีพระพุทธรูปอันใหญ่ มีพระพุทธรูปอันราม " พระพุทธรูปสุโขทัยไม่นิยมสลักหิน แม้จะเป็นพระพุทธรูปขนาดสลักหิน นิยมปั้นด้วยปูนหรือหล่อด้วยโลหะมีค่าต่างๆ รวมทั้งทองคำบริสุทธิ์ ลักษณะพระพุทธรูปสุโขทัยยุคนี้ คือ พระพักตร์รูปไข่ พระขนงโก่ง พระนาสิกงุ้ม พระโอษฐ์อมยิ้มเล็กน้อย พระเศียรสมส่วนกับพระศอและพระอังสา หมวดพระเกศาเล็ก พระรัศมีเป็นเปลว พระอุระผายสง่า พระอังสาใหญ่กว้าง พระถันโปน ปั้นพระองค์เล็ก ครองจีวรห่มเฉียง ชายจีวรยาวจรดมาถึงพระนาภี ปลายเป็นลายเขี้ยวตะขาบ พระกรเรียวดุจงาช้าง นิ้วพระหัตถ์และนิ้วพระบาททำแบบธรรามชาติ ดุจมีชีวิต ฐานเป็นหน้ากระดานเกลี้ยง ปางที่นิยมคือ ปางมารวิชัย และปางลีลา องค์พระพุทธรูปปางลีลาที่งดงามปัจจุบันประดิษฐานที่ระเบียงคด วัดเบญจมบพิตร

ยุคที่ 3 การปั้นพระพุทธรูปยุคนี้พัฒนาไปจากศิลปะสุโขทัยแบบบริสุทธิ์ มีความประณีต มีระเบียบและกฎเกณฑ์มากขึ้น พระรัศมีเป็นเปลวมีขนาดใหญ่ขึ้น พระพักตร์รูปไข่สั้น พระอุณาโลมเป็นตัวอุหงายระหว่างหัวพระขนง พระวรกายมีความอ่อนไหวน้อยลง พระอาการสงบเสงี่ยมแลดูนิ่งสงบขึ้น พระกรยาว นิ้วพระหัตถ์ทั้งสี่เสมอกัน ฝ่าพระบาทเรียบสั้น พระบาทยาว พระพุทธรูปที่สำคัญๆ ในยุคนี้ คือ พระพุทธชินราช พระพุทธชินสีห์ พระศรีศาสดา และพระศรีศากยมุนี เป็นต้น

ยุคที่ 4 เป็นยุคที่ประติมากรรมสมัยสุโขทัยถูกกลืนไปกับอิทธิพลของศิลปสมัยอยุธยาเมื่อราชวงศ์พระร่วงสิ้นสุดลงในพ.ศ. 1981 นับเป็นยุคสุโขทัยเสื่อม แม้มีการสร้างศิลปะในชั้นหลังก็เป็นสกุลศิลปะเล็กๆ พระพุทธรูปมีลักษณะกระด้างขึ้นทั้งอิริยาบท และทรวดทรง มักสร้างพระพุทธรูปยืน พระสำคัญในยุคนี้เช่น พระอัฎฐารส วัดสระเกศ กรุงเทพมหานคร สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงแบ่งแบบอย่างพระพุทธรูปซึ่งสร้างในสมัยสุโขทัยเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่หนึ่ง มักทำดวงพระพักตร์กลมตามแบบพระพุทธรูปลังกา เช่น พระอัฏฐารสในวิหารวัดสระเกศ กลุ่มที่สอง เมื่อฝีมือช่างเชี่ยวชาญขึ้นคิดแบบใหม่ ทำดวงพระพักตร์ยาว พระหนุเสี้ยม เช่นพระร่วงโรจนฤทธิ์ที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเชิญไปไว้ที่พระปฐมเจดีย์ และพระสุรภีพุทธพิมพ์ที่เป็นพระประธานอยู่ในพระอุโบสถวัดปรินายก พระพุทธรูปที่สร้างแบบนี้มีมากกว่ากลุ่มแรก กลุ่มที่สามสันนิษฐานว่าเห็นจะเป็นในรัชกาลพระมหาธรรมราชาพญาลิไทย ซึ่งในตำนานกล่าวว่า ทรงเป็นพระราชธุระบำรุงกิจในพระศาสนายิ่งกว่าในรัชกาลก่อนๆ โปรดให้เสาะหาช่างที่มีฝีมือดีทั้งในอาณาเขตลานนาและอาณาเขตข้างฝ่ายใต้มาประชุมปรึกษากัน และทรงสอบสวนหาหลักฐานพุทธลักษณะในคัมภีร์พระไตรปิฎกประกอบ จึงเกิดแบบพระพุทธรูปสมัยสุโขทัยขึ้นอีกอย่างหนึ่ง เช่น พระพุทธชินราช พระพุทธชินสีห์ ดวงพระพักตร์เป็นทำนองผลมะตูมคล้ายแบบอินเดียเดิมแต่งามยิ่งนัก และแก้พุทธลักษณะแห่งอื่น เช่น ทำปลายนิ้วพระหัตถ์ยาวเสมอกันทั้งสี่นิ้ว เป็นต้น แบบพระพุทธรูปเช่นนี้ทำกันแพร่หลายขึ้นไปจนถึงเมืองเหนือ และลงมาข้างใต้ แต่ที่ทำได้งามเหมือนองค์พระพุทธรูปที่เป็นต้นตำรามีน้อย
พระพุทธรูปปางต่างๆ ที่ทำในสมัยสุโขทัย ดูเหมือนจะไม่มีทำพระปางอย่างอินเดีย มีปางพุทธอิริยาบท คือ พระนั่ง พระนอน พระยืน พระเดิน พระนั่งทำปางมารวิชัยกับสมาธิ นั่งขัดสมาธิราบทั้งสองอย่าง พระนอนไม่ถือว่าเป็นปางนิพพานอย่างอินเดีย พระยืนมีแต่ปางประทานอภัย ยกพระหัตถ์ข้างเดียวบ้างสองข้างบ้าง สมมุติเรียกกันว่า ปางห้ามสมุทรและปางห้ามญาติ พระเดินไม่ถือว่าเป็นปางเสด็จลงจากดาวดึงส์ ไม่ทำปางพระกรีดนิ้วพระหัตถ์แสดงเทศนา พระพุทธรูปแบบสุโขทัยทำชายจีวรยาว พระรัศมีเป็นเปลว พระแบบที่สร้างสอลกลุ่มแรกนิ้วพระหัตถ์ไม่เท่ากันทั้งสี่นิ้ว แบบบัวรองพระพุทธรูปเป็นอย่างสุโขทัยไม่เหมือนกับบัวเชียงแสน จากหลักฐานที่พบในเมืองสวรรคโลก สุโขทัย และกำแพงเพชร ชั้นเดิมสร้างเป็นพระก่อแล้วปั้นประกอบเป็นพื้น มาถึงชั้นกลางและชั้นหลังจึงชอบสร้างพระหล่อ ข้อนี้มีที่สังเกตตามวัดในเมืองศรีสัชนาลัย และเมืองสุโขทัย นอกจากนี้ที่เป็นวัดสำคัญ พระประธานที่เป็นพระปั้นยังอยู่โดยมาก แต่วัดสำคัญในเมืองพิษณุโลก สุโขทัย และกำแพงเพชร มักไม่มีพระประธานเหลืออยู่ ด้วยเป็นพระหล่อเชิญมาไว้ที่กรุงเทพ ฯ ในสมัยรัตนโกสินทร์โดยมาก เช่น พระศรีศากยมุนีที่พระวิหารวัดสุทัศน์ พระพุทธชินสีห์ที่วัดบวรนิเวศ และพระอัฏฐารส ที่วิหารวัดสระเกศ เป็นต้น พระพิมพ์ก็ชอบสร้างในสมัยสุโขทัยเหมือนสมัยอื่น แต่แปลงมาเป็นพระพุทธรูปตามคติหินยาน ทำต่างพุทธอิริยาบท มักชอบทำพระลีลา เรียกกันสามัญว่า "พระเขย่ง" อีกอย่างหนึ่งก็ทำเป็นพระนั่ง แต่หลาย ๆ สิบองค์ในแผ่นพิมพ์อันหนึ่ง ในพ.ศ. 2494 หลวงบริบาลบุรีภัณฑ์และนาย A.B. Griswold ได้แบ่งหมวดหมู่พระพุทธรูปสุโขทัยออกเป็น 5 หมวด คือ 1. หมวดใหญ่ตรงกับหมวดชั้นกลางที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงกล่าวไว้ จัดเป็นแบบที่งามที่สุด 2. หมวดกำแพงเพชร ลักษณะเหมือนหมวดใหญ่ พระพักตร์สอบจากตอนบนลงมาหาตอนล่างมาก พบสร้างมากที่กำแพงเพชร 3. หมวดพระพุทธชินราช ตรงกับหมวดที่สามที่ทรงกล่าว 4. หมวดพิษณุโลกชั้นหลัง ลักษณะทรวดทรงยาว แบบจืดและแข็งกระด้าง จีวรแข็ง มักทำพระยืน เป็นพระพุทธรูปสุโขทัยชั้นหลัง เมื่อตกเป็นประเทศราชของกรุงศรีอยุธยาแล้ว 5. หมวดเบ็ดเตล็ด หมายถึงพระพุทธรูปแบบสุโขทัยซึ่งเข้ากับ 4 หมวดข้างต้นไม่ได้ รวมทั้งแบบวัดตระกวนซึ่งมีลักษณะเป็นพระเชียงแสน ลังกา และสุโขทัย ผสมกัน แบบวัดตระกวนนี้อาจจัดเข้าอยู่ในหมวดชั้นแรกซึ่งมีวงพระพักตร์กลม

ประติมากรรมสมัยอยุธยา

ประติมากรรมสมัยอยุธยา
ประติมากรรมที่สร้างขึ้นในสมัยอยุธยานั้นแบ่งออกไปเป็น 3 ยุค คือ
ยุคแรก เริ่มตั้งแต่สมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 ( พระเจ้าอู่ทอง ) ทรงสร้างกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีตั้งแต่ พ.ศ. 1893 จนถึงสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 ( เจ้าสามพระยา ) พ.ศ. 1991 ในยุคนี้ประติมากรรมยังนิยมทำตามแบบฝีมือช่างอู่ทองอยู่ ดังจะเห็นได้จากพระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่วัดพนัญเชิง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งสร้างก่อนตั้งกรุงศรีอยุธยาถึง 26 ปี ในยุคแรก ๆ ของกรุงศรีอยุธยานี้ยังไม่มีพระพุทธรูปที่มีลักษณะเฉพาะตนส่วนมากจะมีลักษณะผสมเป็นแบบศิลปะอู่ทอง ลพบุรี และสุโขทัย ปะปนกันไป
ประติกรรมยุคที่สองเริ่มจากสมัยพระบรมไตรโลกนาถไปจนถึงสมัยพระเจ้าปราสาททอง พ.ศ. 2173 พระพุทธรูปในยุคนี้นิยมทำวงพระพักตร์ พระรัศมีตามแบบอย่างศิลปะสุโขทัย และนิยมทำปางมารวิชัย ปางป่าเลไลยก์ ปางประทานอภัย ไม่นิยมสร้างปางลีลา และปางสมาธิ

ประติมากรรมอยุธยายุคที่ 3 เริ่มตั้งแต่แผ่นดิน พระเจ้าปราสาททอง พ.ศ. 2173 มาจนถึงเสียกรุงศรีอยุธยา พ.ศ. 2310 รวมเวลา 157 ปี โดยอาศัยช่วงเวลาที่ยาวนานของกรุงศรีอยุธยา โดยเฉพาะในช่วงหลังจากกรุงศรีอยุธยาได้เจริญสัมพันธไมตรี มีการติดต่อค้าขายกับชาวกัมพูชาและต่างชาติมากขึ้น ทั้งชาวยุโรปและชาวจีนดังนั้น ช่างและศิลปินแขนงต่าง ๆ จึงรับเอาอิทธิพลทางศิลปะและวิทยาการมาจากต่างชาติเหล่านั้น
งานศิลปะกรรมในยุคนี้เน้นหนักไปทางด้นสถาปัตยกรรมและจิตรกรรมมากกว่าด้านประติมากรรมทำให้การสร้างพรพุทธรูปไม้ก้าวหน้าไปกว่าเดิม แต่ในยุคนี้มีพระพุทธรูปที่มีลักษณะเฉพาะของยุคที่นิยมสร้างกันมากคือ พระพุทธรูปทรงเครื่องแบบราชาธิราช ซึ่งมีทั้งแบบทรงเครื่องใหญ่ และทรงเครื่องน้อย นิยมสร้างปางประทานอภัย
อย่างไรก็ตาม ประติมากรรมสมัยอยุธยานั้น แม้จะไม่ให้ความรู้สึกที่สมบูรณ์ด้านความงามหรืออุดมคติมากนักแต่พระพุทธรูปสมัยอยุธยาโดยเฉพาะพุทธรูปทรงเครื่องต่าง ๆ ถือเป็นลักษณะพิเศษของประติมากรรมเป็นพระพุทธรูปของสมัยอยุธยาที่บ่งบอกถึงความพยายามที่จะสร้างเอกลักษณ์ของตนเอง พระพุทธรูปเหล่านั้นได้แสดงให้เห็นถึงความมั่นคงของผู้คนยุคนั้นได้เป็นอย่างดี และส่วนมากเป็นพระพุทธรูปหล่อด้วยสำริดมากกว่าอย่างอื่น
นอกจากงานประติมากรรมแล้ว งานด้านแกะสลักไม้ทั้งที่เป็นพระพุทธรูปและลวดลายตกแต่งก็มีมากในสมัยอยุธยา ซึ่งแสดงให้เห็นความสามารถชั้นสูงของช่างสมัยนั้น

ประติมากรรมสมัยรัตนโกสินทร์

ประติมากรรมสมัยรัตนโกสินทร์
เมื่อกรุงศรีอยุธยาได้ถูกทำลายเสียหายอย่างมากในคราวเสียกรุงครั้งหลังสุด ศิลปกรรมต่าง ๆ ของกรุงศรีอยุธยาได้ถูกทอดทิ้งกระจัดกระจายอยู่ทั่วไป ทั้งในกรุงศรีอยุธยาและตามหัวเมืองต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก ครั้งเมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้ทรงสร้างกรุงเทพ ฯ ขึ้นในปี พ.ศ. 2325 ได้ทรงสร้างวัดต่าง ๆ ขึ้นเป็นจำนวนมาก และได้โปรดให้รวบรวมพระพุทธรูปในที่ต่าง ๆ ในพระราชอาณาจักรจากพิษณุโลก สวรรคโลก ลพบุรี อยุธยาถึง 1,200 องค์มาบูรณะซ่อมแซมใหม่ และอัญเชิญไปประดิษฐานเป็นพระประธานตามโบสถ์วิหารของวัดที่สร้างขึ้นใหม่
การสร้างพระพุทะรูปขึ้นใหม่ให้มีลักษณะพิเศษตามยุคสมัยของตนเองนั้นจะต้องอาศัยปัจจัยหลายสิ่งหลายอย่าง ทั้งทางด้านปัญญาความคิดและฝีมือของประติมากร ฉะนั้นในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น หรือยุคต้นของกรุงเทพ ฯ ความสนใจของผู้คนมุ่งไปทางด้านการสร้างบ้านสร้างเมือง สร้างพระนคร อันเป็นการจำลองกรุงศรีอยุธยาขึ้นใหม่มากกว่าที่จะคิดค้นประดิษฐ์พระพุทธรูป จนถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย จึงทรงฟื้นฟูประติมากรรมขึ้นโดยทางสลักบานประตูวิหารวัสดุทัศน์ทรงปั้นพระพุทธรูปด้วยฝีพระหัตถ์ นอกจากนั้นยังได้โปรดให้เทพวราราม กรุงเทพ ฯ
อย่างไรก็ตามในสมัยสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 3 ทรงสนพระทัยและมีพระราชประสงค์ชักจูงให้สร้างพระพุทธรูปปางต่าง ๆ ขึ้นใหม่มากถึง 40 ปาง ตามแต่ก็ไม่ได้รับความนิยม คงนิยมสร้างกันแต่ปางเก่า ๆ ที่เคยมีมาแล้ว
ในรัชกาลต่อ ๆ มา คือ รัชกาลที่ 4 – 6 แม้จะมีความพยายามที่จะสร้างพระพุทธรูปให้มีลักษณะคล้ายมนุษย์บ้างสร้างเลียนแบบพุทธรูปคันธาระของอินเดียบาง แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ ดังนั้น ประติมากรรมทางด้านพระพุทธรูปของสมัยรัตนโกสินทร์ จึงไม่มีแบบอย่างที่แน่ชัดเป็นของตนเอง ครั้งหลังสมัยรัชกาลที่ 5 ประดาช่างทางศิลปกรรมต่าง ๆ เริ่มหันเหความสนใจไปตามแบบของยุโรปมากขึ้น การสร้างพระพุทธรูปจึงหยุดชะงักไปประติมากรจำนวนมากหันมานิยมแบบอย่างของยุโรป เช่น การปั้นรูปเหมือน และการสร้างอนุสาวรีย์ และเมื่อมีการตั้งสถาบันการศึกษาทางศิลปะขึ้นตามแบบอคาเดของยุโรปในสมัยรัชกาลที่ 6 ทำให้แนวทางการสร้างประติมากรรมของไทยเปลี่ยนแปลงไป และวิวัฒนาการเรื่อยมาจนเป็นประติมากรรมสมัยใหม่ และประติมากรรมร่วมสมัยจนปัจจุบันนี้

ประติมากรรมร่วมสมัย

ประติมากรรมร่วมสมัย
ประติมากรรมร่วมสมัยเริ่มขึ้นเมื่อประมาณปลายรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นยุคที่บ้านเมือง ได้พัฒนาตามแบบอารยประเทศตะวันตกอย่างมากแล้ว รวมถึงศิลปวัฒนธรรมสมัยนั้นด้วย ไม่ว่าจะเป็นการก่อสร้างอาคารบ้านเรือนหรืองานด้านจิตกรรมก็ตามได้โน้มเอียงไปทางตะวันตกอย่างมาก
การศึกษาด้านศิลปะและการช่างรัชกาลที่ 6 ได้โปรดให้ตั้งโรงเรียนเพาะช่างขึ้นเพื่อให้การศึกษาด้านศิลปะตะวันตกและศิลปะไทยแก่เยาวชนไทย ซึ่งเท่ากับเป็นการอนุรักษ์และสืบต่อศิลปะและการช่างไทยไว้นอกจากนี้ยังได้จ้างช่างและศิลปินชาวต่างประเทศเข้ามาทำงานศิลปะต่าง ๆ เข้ามาทำงานให้กับทางราชการช่างคนสำคัญที่น่ากล่าวถึงคนหนึ่งคือ นายคอราโด เฟโรจี ซึ่งต่อมาได้โอนสัญชาติเป็นไทย คือ ศาสตราจารย์ศิลปพีระศรี เป็นผู้ทำงานประติมากรรมและออกแบบเหรียญต่าง ๆ ปั้นพระบรมราชอนุสาวรีย์ของพระมหากษัตริย์ไทย และอนุสาวรีย์ไว้หลายแห่ง เช่น อนุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ( ปฐมบรมราชานุสรณ์ ฯ ) อนุสาวรีย์พระเจ้าตากสินมหาราช อนุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นต้น


นอกจากนี้ศาสตราจารย์ ศิลปะ พีระศรี ยังเป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งมหาวิทยาลัยศิลปากรขึ้นเพื่อให้การศึกษาศิลปะตามแบบอย่างศิลปะสมัยใหม่ และศิลปะร่วมสมัย นับเป็นมหาวิทยาลัยศิลปะแห่งแรกในประเทศไทย ซึ่งทำให้เกิดจิตกร และประติมากรรมร่วมสมัยขึ้นเป็นจำนวนมาก
โดยเฉพาะประติมากรรมที่ได้รับการศึกษาจากมหาวิทยาลัยศิลปากร และศาสตราจารย์ศิลป พีระศรี ซึ่งถือเป็นประติมากรร่วมสมัยยุคแรก ๆ ที่ควรกล่าวถึงนั้นมีหลายท่าน อาทิ นายสนั่น สิลากร นายไพฑูรย์ เมืองสมบูรณ์ นายเขียน ยิ้มศิร นายพิมาน มูลประมุข เป็นต้น ประติมากรเหล่านี้ได้ทำงานประติมากรรมไว้เป็นจำนวนมาก รูปเหมือนเหรียญต่าง ๆ รูปสัตว์ ตลอดจนถึงงานประติมากรรมร่วมสมัย ซึ่งเป็นที่นิยมกันอยู่ในปัจจุบัน
อย่างไรก็ตามประติมากรรมร่วมสมัยของไทยในปัจจุบันมีจำนวนมิใช่น้อยทั้งที่มีความสามารถในการปั้นอนุสาวรีย์ รูปเหมือน และเหรียญต่าง ๆ ตลอดจนถึงประติมากรรมร่วมสมัย นับว่าประติมากรรมไทยได้พัฒนามาเป็นลำดับ และก้าวหน้าไปทัดเทียมกับนานาอารยะประเทศ